นิตยสารบรรณารักษ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

             สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับมอบหมาย
ให้ไปปรับปรุงห้องสมุดโรงเรียนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 3 โรงเรียน

                
                  โรงเรียนแรกที่ชาวคณะไปดำเนินการ คือ ห้องสมุดโรงเรียนวัดท้องลับแล
(ธรรมเนตรโสภณ) ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ หัวหน้าคณะ คือ
พี่เล็ก(น้ำ) คนสวย หัวหน้าฝ่ายกายภาพ คือ พี่ยี่คนสวย หัวหน้าฝ่ายจัดทำฐานข้อมูล คือ
พี่ติ๋ม (ใหญ่) หัวหน้าฝ่ายจัดหาหนังสือ คือ พี่หน่อย หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
คือ ป้าสุ’ นอกนั้นคือบรรดาน้อง ๆ ในสำนักหอสมุดกลางที่น่ารักอีกสิบชีวิต

 

                     ขบวนการปรับปรุงห้องสมุดเริ่มจากการเตรียมงานก่อนที่จะไป พี่เล็กซึ่งได้ไปที่ห้องสมุดโรงเรียนกับผู้อำนวย
การสำนักหอสมุดกลาง มาก่อนแล้ว แจ้งให้ทางโรงเรียนเตรียมการในการปรับปรุงพื้นที่ เช่น ทาสีห้องสมุด ตู้ โต๊ะ เนื่องจาก
สภาพห้องสมุดนั้นเป็นเรือนไม้เก่า (สีทึมๆ) ตู้ โต๊ะ ทาชะแล็ก (ดำมืด) อุปกรณ์สำคัญในการเตรียมการ คือ โทรศัพท์มือถือ
เพราะหนทางที่ห่างไกลกัน ทุกอย่างพูดคุยและประสานงานกันทางโทรศัพท์ทั้งสิ้น

                     ทางสำนักหอสมุดกลาง เตรียมการเกี่ยวกับการวางแผนจัดทำฐานข้อมูลที่ไม่ได้ใช้โปรแกรมห้องสมุดอัตโนมัติ
เนื่องจากผู้บริหารให้ข้อคิดว่าทำอย่างไร ครูจึงจะทำงานได้สะดวก เข้าถึงหนังสืออย่างรวดเร็ว ไม่ต้องทำบัตรรายการ ไม่
ต้องใช้คอมพิวเตอร์มากมาย และอีกหลาย ๆ (ไม่) ที่จะเป็นอุปสรรคในการทำงานเมื่อครูจะต้องทำงานต่อด้วยตนเอง

                     ในที่สุดพวกเราจึงสรุปว่าหนังสือทั้งหมดจะเรียงตามเลขทะเบียน แต่แยกเป็น 6 ประเภท ติดแถบสีแยกตาม
ประเภท ติดสันหนังสือด้วยเลขทะเบียน หนังสือทั่วไปแบ่งเป็น 10 หมวด (000 – 900) และในการลงทะเบียนจะแจ้งว่าเป็น
หนังสือซื้อหรือบริจาค กำหนดสี ดังนี้

                      * ด = หนังสือเด็ก(ส้ม)
                         อ = หนังสืออ้างอิง(ชมพู)
                         ท = หนังสือทั่วไป (น้ำเงิน)
                         น = นวนิยาย เรื่องสั้น (ม่วง)
                         ค = คู่มือครู (เหลือง)
                         บ = แบบเรียน (เขียว)
                     ** ซ = หนังสือซื้อ
                         บ = หนังสือบริจาค

                    เมื่อตกลงกันได้แล้วก็เริ่มลงทะเบียนหนังสือ (บริจาค)โดยแยกประเภทและติดแถบสี ติดสันหนังสือ
(เลขทะเบียน) สั่งทำตรายางห้องสมุด เตรียมอุปกรณ์ในการทำงานทุกชนิด รวมถึงการจองรถเพื่อเดินทาง ขอยืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เครื่องพริ้นท์เตอร์ แถบสี สติ๊กเกอร์ติดสัน และอื่น ๆ อีกมากมาย กำหนดตัวคนทำงานที่จะเดินทางไป รอบแรก วันที่ 14 – 17 มกราคม 2551

           
 
                       ผู้เดินทางไป คือ พี่เล็ก พี่ยี่ พี่ติ๋มใหญ่ พี่หน่อย ป้าสุ’ พี่จา เอ๋ (อัมพร) มะแว้ง น้องเหมี่ยว และคุณสำราญ
(สารถี) ผู้สามารถจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ออกเดินทาง 6.30 น. ไปถึงโรงเรียนวัดท้องลับแล ประมาณบ่ายโมงเศษ เข้า
พื้นที่ทำงานทันที ที่ประทับใจมากเมื่อได้เห็นคือ ห้องสมุดสีเขียวสดใส และพัดลมเพดานสีชมพูน่ากิน
!

                       ขั้นแรก ทำความสะอาดห้องสมุด และช่วยกันรื้อหนังสือออกจากชั้น คัดแยกประเภทเพื่อลงทะเบียน จัดทำ
ทะเบียน ฝ่ายกายภาพพิจารณาว่าจะตกแต่งและปรับสภาพพื้นที่อย่างไร แต่ ... ห้องสมุดแห่งนี้ไม่ใช่ห้องที่พี่เล็กมาดูในตอน
แรก

             วันแรกผ่านไปอย่างมอมแมม สำหรับที่พัก
อาจารย์ผุสดี (บรรณารักษ์) แจ้งว่าจะให้ไปพักที่วัด แต่แล้ว
เปลี่ยนใจให้ไปพักที่โรงแรมพีรภัทร์ซึ่งอยู่ทางเข้าเมือง
อุตรดิตถ์ นับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับพวกเรา เพราะสามารถนำ
งานกลับไปทำที่ที่พักได้ทุกคืน และเมื่อคราวสมาชิกในคณะ
ไม่สบาย ไปทำงานไม่ได้ ก็สามารถนอกอยู่ที่พักได้

             ขณะที่เราเข้าไปทำงานที่โรงเรียนนั้น คณกรรมการ
ตรวจสอบคุณภาพภายนอกจากสำนักมาตรฐานการศึกษา
(สมศ.) เข้ามาประเมินโรงเรียนพอดี ทำให้พวกคุณครูต้องไป
ยุ่งกับการ ประเมินโรงเรียนจนไม่ได้คุยกันเรื่องห้องสมุด แต่ก็
พยายามดูแลชาวคณะโดยส่งข้าวพันผัก (อาหารว่าง) และ
อาหารเย็นมาให้รับประทานระหว่างทำงานในวันแรก

             วันรุ่งขึ้น เริ่มทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านโดยเลือก
หนังสือจากห้องสมุดเพื่อเล่านิทาน อ่านให้นักเรียน 23 คน
ฟัง ร้องเพลง วาดรูป ระบายสี เล่นเชือก สรุปเรื่อง

             เด็กๆ ต่างให้ความร่วมมือดี และทุกคนมีโอกาส ฟัง
พูด อ่าน เขียน ร่วมกิจกรรม แต่มีนักเรียนส่วนหนึ่งยังอ่านไม่
คล่อง หรือยังไม่อยากอ่าน ก็จะวิ่งเข้าวิ่งออกและต้องมีกรรม
การห้ามศึก เวลาที่เกิดอาการป่วนขึ้นมา แต่ท้ายสุดก็มาเข้า
ร่วมกิจกรรมตามที่เพื่อน ๆ ทำอยู่


              วันรุ่งขึ้นเป็นวันครู โรงเรียนหยุดนักเรียนไม่ได้มาโรงเรียน พวกครูไปร่วมกิจกรรมวันครูที่อำเภอ ชาวคณะทำงานใน
ห้องสมุดตลอดวันและบางส่วนต้องออกไปซื้อของเพื่อนำมาตกแต่งและใช้ในการทำงาน พวกเราทำงานจนมืดจึงออกไปรับ
ประทานอาหารแล้วกลับที่พัก


               วันถัดมานักเรียนมาโรงเรียนตามปกติ ครู ๆ ก็ยังยุ่งอยู่กับการประเมินโรงเรียน ตอนเช้า พวกเรายังคงทำงานในห้อง
สมุด และจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านต่อ มีทั้งอ่านหนังสือ เล่านิทาน ทำงานประดิษฐ์ และให้นักเรียนตอบคำถาม 3 ข้อ เกี่ยว
กับกิจกรรมที่ทำมาแล้ว พอ 10 โมงครึ่งจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ


               เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ฝ่ายจัดหาหนังสือ คือ พี่หน่อย เริ่มขบวนการตามล่าหาเงินมาจัดซื้อหนังสือ และทางโรงเรียน
จัดส่งหนังสือตามที่พวกเราคัดแยกไว้มาทางขนส่งอีกหลายกล่อง เมื่อหนังสือทั้งหมดมาพร้อมแล้วทั้งที่ซื้อใหม่และที่ทาง
โรงเรียนส่งมา พี่เล็กแจกงานให้พวกเรา

               ทั้งหมดร่วมกันทำงานโดยมีทั้งฝ่ายลงทะเบียน จัดพิมพ์ ติดสันและติดแถบสี จัดทำแฟ้มทะเบียน คู่มือปฏิบัติงาน
จัดส่งหนังสือที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้วให้โรงเรียนโดยทางขนส่ง รอวันนัดหมายที่จะไปส่งมอบ กำหนดไว้ครั้งแรกในเดือน
กุมภาพันธ์ แล้วจึงเลื่อนมาเป็นวันที่ 25 – 28 มี.ค. 51 การไปครั้งนี้มีข้อจำกัด คือ ผู้ไปปฏิบัติงานในรอบนี้จะมีไม่เกิน 5-6 คน
ที่สุด มี พี่เล็ก พี่ยี่ ป้าสุ’ เอ๋ (อัมพร) มะแว้ง และหนูอ้อม ที่สำคัญ คือ คุณสำราญ สารถีผู้สามารถ


              25 มี.ค. 51 ออกจากกรุงเทพ ฯ ประมาณ 7.20 น. ไปถึงโรงเรียนประมาณ 12.30 น. พวกเราเข้าทำงานในห้องสมุด
พบคุณครู 2-3 ท่าน แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรมากนัก เริ่มจากการเข้าทำความสะอาดจากที่ทำไว้เมื่อเดือนมกราคม จัดเคลื่อนย้าย
ตู้หนังสือให้เป็นไปตามความเหมาะสมกับหมวดหมู่หนังสือ รื้อหนังสือออกจากกล่องที่พี่เล็กจัดส่งล่วงหน้ามาทางขนส่ง
หนังสือที่ลงทะเบียนและติดสันแล้วเรียบร้อยเตรียมจัดขึ้นชั้น โดยจัดตามประเภทหนังสือและเรียงตามเลขทะเบียน เตรียมทำ
ป้ายบอกเลขทะเบียนหน้าชั้นหนังสือ ปรับพื้นที่การวางให้เหมาะสม
          
               ในตอนนี้ก็จะมีนักเรียนเข้ามาช่วยบ้างมาดูบ้าง นักเรียนที่ชาวคณะทุกคนรู้จักดี คือ เด็กหญิงเกด นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีพี่ชาย คือ เด็กชายโก้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเด็กทั้งสองคนนี้มีกิจกรรมที่ต่างกัน คือ โก้
พี่ชายไม่ชอบอยู่ใกล้ครู เพราะเป็นโรคเบื่อครู จะมาหาต่อเมื่อครูแจกขนม เกด ชอบอยู่ใกล้ๆครู คอยพูดคอยถาม อยากช่วยครู
แต่ครูก็ไม่ค่อยอยากจะให้ช่วย เช่น เมื่อครูรื้อหนังสือออกจากกล่อง เกดก็เข้าไปนอนในกล่อง ครูบอกให้ออกจากกล่องเพราะ
กลัวกล่องพัง (กล่องนี้ต้องเก็บไปใส่หนังสือจากอีก 2 โรงเรียน คือ โรงเรียนยอดโพธิ์ทองและโรงเรียนบุญธรรมบุญพริ้ง ที่พี่
เล็กกับพี่ยี่จะไปดูในวันที่ 27 มีนาคม 2551) เกดไม่ยอมออก ครูมะแว้ง บอกว่าถ้างั้นจะมัดกล่องส่งกลับไปกรุงเทพฯ เกด
บอกว่าดีเลยอยากไปกรุงเทพฯเพราะจะได้ไปหาแม่ที่กรุงเทพฯ กว่าจะจัดการกับเกดได้ก็ต้องหาล่อหลอกให้เกดออก
จากกล่องอยู่พักหนึ่ง
           
                เรื่องของเกด (ไม่ใช่นวนิยายของคุณสุวรรณี สุคนธา นะคะ) เป็นที่จับใจพวกเรา เพราะภายหลังได้ทราบว่า เกด
และโก้อยู่กับพ่อ แม่เลิกกับพ่อไปอยู่กรุงเทพฯ พ่อจะมารับ-ส่งลูกที่โรงเรียนทุกวัน คุณครูเล่าให้ฟังว่านักเรียนที่อยู่โรงเรียนนี้
จะประสบปัญหานี้เกือบทั้งนั้น แต่เดิมโรงเรียนวัดท้องลับแลมีนักเรียนประมาณ 300 กว่าคน และค่อย ๆ ลดลงจนเหลือราว
35 คน (แต่ที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งแรกในเดือนมกราคม 2551 ประมาณ 23 คน เด็กอนุบาลไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยคุณครู
ดูแลเอง) เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองส่งไปเรียนที่อื่น

                การมาจัดห้องสมุดของ มศว เป็นที่จับตาของประชาชนและ สมศ. อยู่ว่าทางมหาวิทยาลัยเข้ามาฟื้นฟูทาง
วิชาการให้โรงเรียนหรืออย่างไร น่าจะเป็นผลดีต่อโรงเรียนในการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ประชาชนที่จะส่งลูกหลานมาเข้า
เรียนที่โรงเรียนได้หรือไม่ คงต้องติดตามดูต่อไป


             25 – 28 มีนาคม 2551 การมาทำงานในรอบนี้
พวกเราเข้าพักที่โรงแรมพีรภัทร์อีก เพราะใกล้และสะดวก คืน
แรกพี่ยี่ขนเอาผ้าม่านไปติดโบว์เพื่อผูกม่านเวลาไม่มีแดด
 (ห้องสมุดเป็นห้องที่มีหน้าต่างมากเปิดรับแสงทุกด้าน) พี่
เล็กบอกว่าทำจนเสร็จตอนประมาณตีหนึ่ง โดยมีพี่เล็ก
นอนให้กำลังใจ ตอนเช้าคุณสำราญพาไปรับประทานอาหาร
เช้า ที่ตลาดในเมือง เพื่อจัดหาของใช้ในการทำงานเพิ่มเติม
ด้วย ตอนนี้พวกเราต้องการกระจาดสาน (หัตถกรรมพื้นบ้าน)
 มาใช้ในห้องสมุด แล้วกลับมาทำงานในห้องสมุดกันอีกตลอดวัน

             หนังสือขึ้นชั้นไปเรียบร้อยแล้ว ติดป้ายหน้าชั้นบอก
เลขทะเบียนแล้ว หนูอ้อมตรวจสันหนังสือและปรับการติด
สติ๊กเกอร์แถบสันสีที่ติดไว้ หากไม่อยู่ในระดับเดียวกันก็เลาะ
ออกติดใหม่ จนสันหนังสือเข้าแถวเรียงเป็นระเบียบสวยงาม
และคนอื่น ๆ ต่างทำงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบไป
กิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ กวาดขี้ค้างคาว
!

เพราะห้องสมุดอยู่ชั้นบนและฝ้าเพดานก็เป็นที่อาศัยของค้างคาวน้อยใหญ่ที่เรามองไม่เห็นตัว พอกวาดห้องไปได้สักพักก็มีขี้
ค้างคาวหล่นลงมาเป็นระยะ ๆ

               ในวันนี้ พวกเรามีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน (ผ.อ.กมลพันธ์ เพ็งปาน) ถึงเรื่องฝนสาดและขี้ค้างคาว
อาจารย์บอกว่าฝนไม่น่าจะสาดเพราะห้องนี้ไม่เคยมีฝนสาด ยกเว้นไม่ปิดหน้าต่าง เมื่อฝนตก และจะหาตาข่ายมาปิดช่องไม่
ให้ค้างคาวเข้าไปอยู่ในช่องระหว่างฝ้ากับหลังคา พวกเราจึงพออุ่นใจขึ้นบ้าง และ ผ.อ.ได้หาแจกันและกระถางดินเผามาให้
หลายใบ ส่วนอาจารย์ผุสดีบอกว่าพรุ่งนี้ (วันที่ 27 มีนาคม) จะมีดอกดาหลาประมาณ 100 ดอก นำมาจัดตกแต่งห้องสมุดให้
สวยงามในพิธีเปิด

                  หลังจากฝ่ายกายภาพจัดตกแต่งและเอาต้นไม้ใส่กระถางและแจกันพบว่าน้ำซึมออกมาหลายใบ คราวนี้สิ่งที่ต้อง
การ คือ จานรองกระถางและแจกัน พอออกจากโรงเรียนตอนประมาณ 6 โมงเย็น เราจึงมองหาแต่จานรองดินเผา ซึ่งได้แจ้ง
ให้ครูทราบด้วยแล้ว เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะหาได้หรือไม่ ตอนขากลับที่พักแวะถ่ายเอกสารแบบประเมินผลที่จัดทำกันสดๆ
ร้อนๆ และซื้ออุปกรณ์ที่ร้านศึกษาภัณฑ์อุตรดิตถ์ มีเจ้าหน้าที่ร้านฯ ซึ่งคุ้นเคยกับอาจารย์เกษม (เจ้าหน้าที่พัสดุของโรงเรียน)
บอกว่าให้บอกอาจารย์เกษมเพราะที่บ้านของอาจารย์เป็นสวนมีต้นไม้มาก อุปกรณ์เกี่ยวกับต้นไม้มีเยอะ ที่สำคัญตอนนี้สวน
ของอาจารย์มีมะยงชิดที่รสดีมาก (แน่นอนในตอนกลางวันเราได้รับประทานมะยงชิดที่ทางโรงเรียนจัดมาให้ 1 ตะกร้า แต่เรา
ไม่ทราบว่าคุณครูเอามาจากไหน เพิ่งจะทราบว่าเป็นมะยงชิดสวนอาจารย์เกษมนี่เอง) และภายหลังเราก็ได้จานรองแจกันและ
กระถางเรียบร้อยตามต้องการ


                27 มี.ค. 51 คุณสำราญพาเราไปซื้ออาหารเช้าและอาหารกลางวันที่ตลาดศรีพนมมาศ (ในตัวอำเภอลับแล) เพราะ
วันนี้คุณสำราญจะพาพี่เล็กกับพี่ยี่ไปรับผู้อำนวยการสำนักหอสมุดกลาง (ผศ. นงนารถ ชัยรัตน์) ที่เขื่อนสิริกิติ์ เพื่อจะไปดูโรง
เรียนตชด. 2 แห่ง ที่อำเภอบ้านโคก คือโรงเรียนยอดโพธิ์ทองและโรงเรียนบุญธรรม - บุญพริ้ง ซึ่งเป็นโรงเรียนเป้าหมายที่เรา
ต้องไปจัดห้องสมุดในรอบต่อไป และอยู่ไกลออกไปอีกประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร (แต่เป็นทางขึ้นเขา) ชาวคณะที่เหลืออยู่
โรงเรียนอีก 4 คน คือ ป้าสุ’ หนูอ้อม ทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน พี่มะแว้ง และหนูเอ๋ ทำงานต่อในเรื่องการตกแต่งและป้าย
ประกาศ ต่าง ๆ และแนะนำครูบรรณารักษ์ในเรื่องการลงทะเบียนหนังสือ การค้นหาหนังสือและเรื่องที่เกี่ยวข้อง

              8.30 น. นักเรียนเคารพธงชาติเสร็จ ป้าสุ’ พี่ยี่และหนูอ้อม ช่วยกันกวาดต้อนนักเรียนเข้าห้องกิจกรรม ในวันนี้นักเรียน
ซึ่งสอบเสร็จแล้วมากันเพียง 19 คน (รวมนักเรียนอนุบาล 2 คน ด้วย) ครั้งแรกนักเรียนมา 20 คน แต่บังเอิญช่วงที่เริ่มทำ
กิจกรรมไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง แม่มารับกลับไป 1 คน เวลาประมาณ 9.00 น. พี่ยี่กับพี่เล็กออกเดินทางไปเขื่อนสิริกิติ์
เหลือหนูอ้อมกับป้าสุ’ช่วยกัน 2 คน ในครั้งนี้มีการทบทวนเรื่องเดิม ๆ ที่เคยเล่าไปแล้ว และมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น เช่น การทาย
ปัญหา การให้นักเรียนอ่านหนังสือให้ฟัง การใช้ห้องสมุด เป็นต้น กิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำในวันนี้ คือ

              1. การอ่านหนังสือให้ฟัง โดย เด็กหญิงปรีชาภรณ์ คำพิตตะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเด็กหญิงธิติมา จันงก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อ่านเรื่อง หนูเจ็ดตัว ของ เอ็ด ยัง เป็นหนังสือภาพที่ชนะการประกวดหนังสือ
แปลดีเด่น
ปี2543 (รางวัลชมเชย กลุ่มหนังสือการ์ตูน) นักเรียนทั้งสองคนมาฝึกอ่านอย่างมีชีวิตชีวา ตั้งแต่ตอนบ่ายของวัน
ที่ 26 มีนาคม 2551 โดยฝึกการใช้เสียงในการอ่าน เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากผู้ฟังพอสมควร คิดว่าถ้ามีการฝึกต่อ นักเรียน
2 คน นี้มีแววที่จะเป็นนักอ่านออกเสียงที่ดีได้

              2. แนะนำหนังสือที่นำมาจากห้องสมุด 25 เล่ม และมีหนังสือที่นำมาเล่าในกิจกรรมครั้งที่ 1 ด้วย เช่น คุณแม่นักซักผ้า ยายกะตา แมว11ตัวกับยักษ์อุฮิอะฮะ แมวไม่อยู่หนูเต้นระบำส้มตำ ป๊อก ป๊อก เป็นต้น ส่วนใหญ่จเป็น
หนังสือภาพและให้นักเรียนมีโอกาสอ่านหนังสือ พบว่านักเรียนที่มีปัญหาเรื่องการอ่านไม่คล่องได้พยายามอ่านหนังสือ ตั้งแต่
การสะกดคำ จนนักเรียนสามารถอ่านออกได้ เมื่อครูออกเสียงตัวสะกดให้ เช่น กอ-อา-รอ นักเรียนอ่านออกเสียงว่า “การ” ได้อาจเป็นได้ว่านักเรียนจำรูปตัวอักษรไม่ได้ ทำให้อ่านไม่ออก แต่จำเสียงได้จึงสามารถประสมคำได้ จากการทำกิจกรรมให้
อ่านประมาณครึ่งชั่วโมง นักเรียนที่มีปัญหาการอ่านได้อ่านเรื่อง ยายกะตา ซึ่งเป็นเรื่องที่นักเรียนสามารถอ่านคำซ้ำ ๆ กันได้
ถึง 15 หน้า ทำให้นักเรียนเกิดความภูมิใจที่ตนเองสามารถอ่านหนังสือได้ โดยค่อย ๆ สะกดคำไป และในช่วงนี้ เกดได้อ่าน
หนังสือออกเสียง ให้ฟังได้ค่อนข้างคล่อง คำไหนที่อ่านไม่คล่อง รู้จักสะกดคำ ขณะที่โก้ พี่ชาย ไม่สนใจการอ่านวิ่งไปทั่ว
ห้อง พอจับตัวได้ก็ไม่ยอมอ่านหนังสือ นอกจากนี้นักเรียนที่อ่านเรื่อง ยักษ์สองตน อยากพับกระดาษรูปหัวใจที่อยู่ท้ายเล่ม
ของหนังสือ พี่อ้อมจึงสอนให้เด็ก ๆ พับหัวใจ ซึ่งเด็ก ๆพอใจที่ได้ทำกิจกรรมนี้

             3. กิจกรรมระบายสี โดยครูได้นำสมุดระบายสีเล่มใหญ่และภาพส่งเสริมการอ่านหนังสือ แจกให้ระบายสี มีทั้งให้ทำ
เป็นกลุ่ม และเดี่ยว นักเรียนส่วนใหญ่จะชอบระบายสีและมีการตกแต่งภาพให้สวยงาม และมีการใช้สีที่หลากหลาย

              4. กิจกรรมทายปัญหา ครูได้ทายปัญหาจากหมวดคำที่มีความหมายหลากหลาย แต่คำทายคือ คำที่ขึ้นด้วยเสียง
เดียวกัน โดยบอกความหมายหรือเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น คำที่ขึ้นต้นด้วย “สุ” เช่น หมา คำสุภาพ เฉลยว่า สุนัข กระโถนเล็ก
คำราชาศัพท์ เฉลยว่า สุพรรณศรี เป็นต้น ได้ใช้กิจกรรมทายปัญหาไป 4 ชุด ซึ่งนักเรียนชอบมาก แม้จะตอบคำทายไม่ได้
ครบ

               ภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่าการอ่านเป็นเรื่องสำคัญ คือ เมื่อใช้กิจกรรมทายปัญหาพบว่า นักเรียนคงมีโอกาสในการ
อ่านน้อยเพราะเมื่อทายปัญหา 4 ชุด บางคำนักเรียนทายปัญหาไม่ได้ เช่น คำในหมวดนี้คำเฉลยขึ้นต้นด้วยคำว่า “วา” คำ
ทายว่า น้ำ คำเฉลยคือ วารี หรือคำทายว่า เป็นชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี คำเฉลยคือ วารินชำราบ นักเรียนไม่
สามารถตอบได้แม้จะข้ามไปและย้อนกลับมาถามใหม่ เพราะนักเรียนไม่ได้อ่านหนังสือมากนัก จึงยังอ่อนเรื่องความรู้รอบตัว และกิจกรรมทายปัญหานี้นักเรียนทุกระดับส่วนใหญ่จะชอบกิจกรรมนี้ และผู้จัดกิจกรรมเคยให้นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถม
ศึกษาปีที่ 4 – มัธยมศึกษาปีที่ 6 ทำชุดคำทายในเรื่องการใช้พจนานุกรม ประกอบกับหนังสือสุภาษิตและคำพังเพย นักเรียนสามารถจัดทำคำทายในหมวดที่ตนเองสนใจและทายกันเองได้อย่างสนุกสนาน
 
                5. กิจกรรมร้องเพลง เมื่อนำหนังสือ “คุณฟองฟันหลอ” เล่าให้นักเรียนฟัง ครูได้สอนเพลงแปรงฟัน ของสองวัย
ให้นักเรียนร้องตาม นักเรียนสามารถร้องตามได้ในเวลาอันสั้น

เพลงแปรงฟัน (สองวัย)
ตื่นเช้าเราแปรงฟัน
กินอาหารแล้วเราแปรงฟัน
ก่อนนอนเราแปรงฟัน ฟันสะอาดขาวเป็นเงางาม
แปรงฟันที่ถูกวิธี ดูซีต้องแปรงขึ้นลง
แปรงฟันที่ถูกวิธี ดูซีต้องแปรงขึ้นลง (ร้องซ้ำ 2 เที่ยว)


                 6. กิจกรรมการใช้ห้องสมุด ครูได้นำนักเรียนไปใช้ห้องสมุดในตอนบ่าย เนื่องจากเพิ่งจะจัดห้องสมุดเสร็จ เวลา
ประมาณ 14.00 น. เพื่อแนะนำให้นักเรียนรู้จักการใช้ห้องสมุด หลังจากนั้นให้ทำแบบประเมินผล แจกแปรงสีฟันและยาสีฟัน
เมื่อนักเรียนนำแบบประเมินมาคืนก่อนกลับบ้านนักเรียนได้ช่วยกันทำความสะอาดอาคารห้องสมุด ตอนนี้ห้องสมุดสวยงาม
แล้ว พร้อมที่จะให้ผู้ใช้เข้ามาใช้บริการ และในระหว่างที่นักเรียนทำกิจกรรมการอ่านอยู่นั้น ครูเอ๋ (อัมพร) ได้ชี้แจงวิธีการทำ
การใช้ และการค้นหาหนังสือในห้องสมุด รวมถึงการพิมพ์สันและการเตรียมตัวเล่ม ให้แก่อาจารย์ผุสดี (ครูบรรณารักษ์) หลัง
จากนั้นช่วยกันจัดดอกไม้ ตกแต่งห้อง จัดทำป้ายนิทรรศการ “ภาพเล่าเรื่อง” ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงก่อนจะเป็นห้องสมุดในปัจจุบัน

                 ในวันนี้ประมาณห้าโมงเย็น งานทุกอย่างเรียบร้อย พวกเราที่เหลือเก็บรวมรวมสิ่งของ ทั้งที่จะนำกลับกรุงเทพฯ
และของที่ไม่ใช้แล้ว วันนี้อาจารย์บอกว่าจะพาเราไปชมน้ำตกแม่พูล ห่างจากโรงเรียนไปประมาณ 10 กิโลเมตร สามสาว คือ
หนูอ้อม หนูเอ๋ และพี่มะแว้ง สดใสซาบซ่าไปกับน้ำตกแม่พูล ส่วนป้าสุ’ ขึ้นไปได้หน่อยก็ถอยกลับมานั่งรอที่แอ่งน้ำข้างล่าง
เพราะไปต่อไม่ไหว พอกลับลงมารับประทานอาหารมื้อเย็นกันที่ร้านข้างล่างก่อนขึ้นน้ำตก หลังจากนั้นอาจารย์ผุสดีพากลับไป
ส่งที่พักประมาณทุ่มเศษ ๆ

                 พี่เล็กกับพี่ยี่กลับมาถึงที่พักประมาณ 2 ทุ่มเศษ และ เล่าให้ฟังถึงความคดเคี้ยวของทางไปโรงเรียนยอดโพธิ์ทอง
และโรงเรียนบุญธรรมบุญพริ้ง ต.บ่อเบี้ย อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน รวมทั้งเรื่องสุนัขสอง
ตัวที่วิ่งเหมือนม้า ออกมาต้อนรับที่โรงเรียนยอดโพธิ์ทอง และสภาพของห้องสมุดโรงเรียนทั้งสองแห่ง และความเร่งรีบของ
การเดินทาง เนื่องจากความห่างไกลของพื้นที่ แม้จะอยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์เหมือนกัน ทำให้ชาวคณะอดหวั่นใจไม่ได้ว่าการ
ไปทำงานอีก 2 โรงเรียนนี้ จะเป็นอย่างไรหนอ แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย และมีโอกาสได้พูดคุยกับ
คณะครูพอสมควร


                28 มี.ค. 51 เดินทางไปถึงโรงเรียนแต่เช้า เปิดห้องสมุด ทำความสะอาด (กวาดขี้ค้างคาว) และดูแลความเรียบ
ร้อย ฝ่ายพิธีการนำริบบิ้นที่เตรียมมาจากกรุงเทพฯ มาติดที่หน้าประตู อาจารย์ผุสดีมากระซิบว่าชาวคณะต้องทานอาหารกลาง
วันก่อนกลับ แต่พี่เล็กแจ้งว่าจะกลับเลยหลังจากพิธีเปิดเสร็จแล้ว เพราะเกรงว่าจะถึงกรุงเทพฯค่ำมาก รถจะติดมากเนื่องจาก
เป็นวันศุกร์สิ้นเดือน ภายหลังทางโรงเรียนได้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงราดหน้าแทน โดยมีผู้ปกครองนักเรียนมาช่วยกันทำและ
เลี้ยงทั้งนักเรียน ผู้ปกครองและคณะกรรมการการศึกษาของโรงเรียนด้วย


                ก่อนประธานพิธี (ผศ.อำนาจ เย็นสบาย) ผศ.กวี วรกวิน และผู้อำนวยการสำนักหอสมุดกลางจะมาถึง นักเรียนเข้าไป
อ่านหนังสือในห้องสมุด ครูได้แนะนำหนังสือและให้นักเรียนเลือกหนังสือเองตามใจชอบ พบว่าหนังสือเล่มที่ครูแนะนำนักเรียน
จะแย่งกันอ่าน แต่บางคนชอบใจใจที่จะระบายสีมากกว่าการอ่านหนังสือก็จะระบายสี นักเรียนชั้นประถมปีที่ 5 – 6 อยากจะ
อ่านเรื่องที่มีชื่อเสียง เช่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ มีถึง 7 เล่ม ซึ่งแต่ละเล่มหนามาก เมื่อนักเรียนเห็นตัวเล่มก็ล่าถอยไปอ่านหนังสือ
เล่มที่บางกว่าแทน ภายหลังนักเรียนพอใจที่ได้อ่านหนังสือที่ตนเลือกเองและมีความตื่นตาตื่นใจกับหนังสือสำหรับเด็กจำนวนหลายร้อยเล่ม อีกทั้งเป็นหนังสือที่มีทั้งภาพและสีสันสวยงามชวนให้อ่านหลากหลาย

                หลังจากประธานทำพิธีเปิดแล้ว พ่อแม่ ผู้ปกครองและกรรมการศึกษาได้เข้ามาชมห้องสมุด แม่ได้นั่งลง
อ่านหนังสือกับลูก ทำให้เกิดภาพประทับใจ และคิดต่อไปว่าหากพ่อแม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือกับลูกบ่อย ๆ คง
จะทำให้นิสัยรักการอ่านเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย
และการอ่านก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่สำคัญคือ ต้องมี
หนังสือดี ๆ ให้อ่านด้วย

              
                จากนั้นผู้อำนวยการสำนักหอสมุดกลาง ให้นักเรียนแต่ละระดับชั้นมาอ่านหนังสือให้ฟังตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 – 6
แล้วแต่ว่าจะจับตัวนักเรียนชั้นไหนได้ อาจารย์จะประกบตัวที่โต๊ะและให้อ่านให้ฟังทีละคน คำไหนอ่านไม่ได้ก็จะบอกตัวสะกด
ให้ พบว่า นักเรียนที่มาอ่านหนังสือให้ฟังอ่านคล่องประมาณ 90 %

                จากการได้พูดคุยกับคุณครูสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงการกระตุ้นให้เด็กอ่าน โดยเฉพาะเด็กชั้นประถมปีที่ 1 – 2
ที่อ่าน เขียน ยังไม่คล่อง อาจารย์ผู้สอนบอกว่ากำลังจะทำผลงานทางวิชาการเป็นเรื่องแบบฝึกการอ่านให้คล่อง จึงมีการ
เสนอแนะให้นำหนังสือภาพที่อ่านง่าย ๆ และมีคำซ้ำเช่น เรื่องยายกะตา มาช่วยกระตุ้น และหนังสือ และยกตัวอย่างกรณีเด็ก
ชายเลย์ และเด็กชายหลอด นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พยายามสะกดคำที่อ่านไม่ออก จนกระทั่งอ่านออกเสียงได้ถูก
ต้อง แม้จะช้าไปบ้าง หรือต้องให้ครูช่วยสะกดคำ เพราะจำรูปพยัญชนะหรือรูปสระไม่ได้ แต่จำเสียงได้ และนักเรียนเกิดกำลัง
ใจที่จะอ่านหนังสือให้ออกเพราะอยากอ่านเรื่องอื่น ๆที่สนุกๆ ด้วยตนเอง

                 นอกจากนี้ได้แนะนำหนังสือคู่มือการสอนภาษาไทย กิจกรรมการเล่นประกอบการสอนของอาจารย์อัจฉรา ชีวพันธ์
ซึ่งเสนอแนะแนวทางในการสอนภาษาไทยที่เกี่ยวกับการเขียนการอ่านที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษาไทย
ที่ดีด้วย

                 ได้แต่หวังว่าโรงเรียนวัดท้องลับแลจะยังคงอยู่ต่อไป ไม่ถูกยุบ ไม่เช่นนั้นนักเรียน 30 กว่าคน คงต้องไปหาที่เรียน
ที่ไกลออกไป ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่ม แต่ถ้าอบต. ให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เชื่อมั่นใน
โรงเรียน ส่งลูกหลานมาเข้าเรียนในโรงเรียนมากขึ้น และ ประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามาใช้ห้องสมุดอย่างสม่ำเสมอ โรงเรียนทำ
ให้การอ่าน และ ห้องสมุดเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนการสอนนักเรียนให้เข้มแข็ง นักเรียนอ่านออก เขียนได้ เรียนรู้ได้ด้วย
ตนเองจากการอ่านน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้โรงเรียนคงอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามผลว่าจะเป็นจริงหรือไม่