|
ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2007 ขณะที่มิเชลล์ ทเวท
(Michelle Twait) เตรียมหัวข้อ “ห้องสมุดเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า” (Library
as Place) สำหรับ
การทำรายงานในเดือนมกราคม
โดยต้องการให้นักศึกษามีบทบาทในบรรยากาศทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์
และสังคมของห้องสมุด รวมทั้งคิดถึง
เรื่องพื้นที่และรูปทรงของสถานที่ด้วย
นอกจากนั้นยังอาจนึกไปถึงบทบาทของห้องสมุดในฐานะที่เป็น “ที่แห่งที่สาม”
ซึ่งไม่ใช่ที่บ้านหรือที่ทำงานและห้องสมุดในฐานะที่เป็นศูนย์การเรียนรู้
การวางแผนรายวิชา
ในการเตรียมรายวิชา เธอรวบรวมข้อมูลด้านการออกแบบห้องสมุด อาคารสีเขียว
และความสามารถในการเข้าถึง รวมทั้งการกำหนดสถาปนิก
ที่ปรึกษาในการออกแบบห้องสมุด ผู้ดูแลกายภาพต้นไม้ของวิทยาลัย
นักเอกสารสนเทศ วิทยาลัย และทีมงานห้องสมุดในฐานะที่เป็นผู้บรรยาย
รับเชิญ และการวางแผนสำหรับการเยี่ยมชมห้องสมุดใกล้เคียงด้วย
เมื่อเปิดลงทะเบียนเรียน มีนักศึกษา 10 คน
ที่ไม่ได้อยู่ในสาขาวิชาศิลปะเท่านั้น
ที่มาลงเรียน แต่มีจำนวนหนึ่งอยู่ในสาขาวิชาธุรกิจ ชีววิทยา
วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นนิสิตชั้นปีที่สอง
นอกนั้นเป็นชั้นปีที่
หนึ่งและปีที่สามอย่างละ 2 คน
ในวันแรกของการเรียน เขาตั้งคำถามถึงเหตุผลในการเรียนวิชานี้ของนักศึกษา
ซึ่งพบคำตอบว่า “ดิฉันอยากรู้วิธีการใช้ห้องสมุดอย่างมีประสิทธิภาพ”
“ผมไม่เคยรู้สึกเพลิดเพลินกับการใช้เวลาในห้องสมุดเลยจึงคิดว่าเมื่อมาเรียนวิชานี้ก็อาจทำให้ยอมรับว่าห้องสมุดเป็นที่
สำหรับการทำงานในชีวิตได้”
“ห้องสมุดเยี่ยม” (ในภายหลังพบว่าพวกเขาส่วนใหญ่รู้จักกัน ที่จริงแล้วมี 2
คู่ที่เป็นเพื่อนร่วมห้องกันและกำลังจีบกันอยู่ ซึ่งเขาเดาว่าอาจเป็นปัจจัย
สำคัญในการตัดสินลงเรียนวิชานี้ก็ได้)
จากนั้นก็เป็นการเริ่มอภิปรายจุดมุ่งหมายและหน้าที่ของห้องสมุด
และการเปลี่ยนแปลงตลอด เวลาของห้องสมุด มีการพูดถึงว่าใครคือผู้ใช้ห้องสมุด
ใช้อย่างไร และวิธีการใช้ที่เปลี่ยนไปตามภาคการศึกษาหรือความต้องการ
ในช่วงสัปดาห์แรกพวกเขาอ่านบทความ “ห้องสมุดเป็นแหล่งศึกษา
ค้นคว้า”และพิจารณาตัวอย่างของการออกแบบห้องสมุดใหม่
การเยี่ยมชมห้องสมุดรวมทั้งส่วนทำงานของบุคลากร
สัปดาห์แรก
งานมอบหมายชิ้นแรกคือให้นักศึกษาทำแบบร่างมุมโปรดของพื้นที่ศึกษาค้นคว้าของพวกเขา
ที่ได้มาจึงมีห้องในหอพัก บริเวณที่นั่งในวิทยาลัย ห้อง
นั่งเล่นของที่บ้าน และไม่มีใครวาดพื้นที่ในห้องสมุดเลยสักคนเดียว
จึงพบว่านักศึกษากลุ่มนี้ไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องสมุด
และไม่คำนึงว่าต้อง
ไปศึกษาค้นคว้าที่นั่นด้วยซ้ำไป ก็จึงต้องเปลี่ยนใหม่ ด้วยคำถามว่า “ทำไมถึงไม่ไปใช้ห้องสมุดกัน”
จึงได้คำตอบมาเป็นพรวนว่า “ผนังทาสีขาวไข่ไก่
แบบมหาวิทยาลัย” ใช้แสงแสบตา” “มีแต่อิฐดำไปเสียทุกที่”
คราวนี้ก็มาดูกันว่าแล้วพวกเขาต้องการอะไรกันบ้าง ซึ่งเริ่มด้วย
การจัดแสงตาม
ธรรมชาติ ห้องกาแฟ ห้องนั่งอ่านแบบเดิม พื้นที่ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง 7 วัน
ห้องประชุม โคมไฟเฉพาะตรงที่นั่งอ่านเดี่ยว เก้าอี้โซฟาที่ยาวกว่า ห้อง
ศึกษาค้นคว้าเดี่ยวมากขึ้น และทางเข้าขนาดใหญ่ พวกเขาพูดถึง “การให้แสงทางอ้อมที่ละมุนมากขึ้น”
“สีเย็นตา” “ความสบาย” “ห้องที่บันดาลใจ”
และ “พื้นที่เชิญชวน”
สัปดาห์สอง
เริ่มให้อ่านหนังสือหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่การเรียนระดับอุดมศึกษา
รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น โดยให้ข้อมูลจากการประชุมกลุ่ม
(focus group) ของห้องสมุด และผลจากการศึกษาการตลาด
นอกจากนั้นกลุ่มคณะกรรมการพื้นที่ของห้องสมุดซึ่งรับผิดชอบเรื่องการประเมินผลการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยการศึกษาความต้องการพื้นที่ได้แวะ
เยี่ยมห้องเรียนและแบ่งปันความคิดเห็น
วันต่อมาพวกเขาต้องการเรียนรู้จากร้านหนังสือและมุมกาแฟ
จากนั้นผู้ดูแลกายภาพต้นไม้ของวิทยาลัยมาให้ข้อมูลพิมพ์เขียว
และช่วยทำให้นักศึกษาเข้าใจว่าการขยายห้องสมุดมีผลกระทบต่อการจราจรใน
วิทยาลัยอย่างไร
และให้นักศึกษาเสนอแนะทางเดินลอยฟ้าระหว่างส่วนขยายและอาคารวิชาการใหม่
หลังสัปดาห์นั้นพวกเขาจึงเยี่ยมชมห้องสมุด
วิชาการที่อยู่ใกล้เคียง และร่วมเข้าในโปรแกรมการใช้ห้องสมุด
และในวันศุกร์ของสัปดาห์นั้น สถาปนิกสองคนนำการอภิปราย “การอบรมเชิงปฏิบัติ
การเรื่องการเห็นภาพ” ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ใช้ตอบสนองต่อภาพต่าง ๆ
ที่นำเสนอโดยสถาปนิก และให้แสดงความพึงพอใจออกมา สถาปนิกยังช่วยนัก
ศึกษาคิดเกี่ยวกับวิธีการต่าง ๆ ในการนำเสนอความคิดเรื่องการออกแบบด้วย
สถาปนิกให้ชื่อซอฟต์แวร์การทำต้นแบบสามมิติที่ไม่เสียเงินแก่นักศึกษา
แต่แนะว่าไม่ให้พวกเขายึดติดกับต้นแบบกระดานชอล์กหรือบล็อกที่เชื่อม
ติดกันได้เท่านั้น
หลังจบการบรรยายมีนักศึกษาสองสามคนต้องการซอฟต์แวร์นี้ซึ่งมีหลายคนเห็นด้วย
จึงเสนอช่วงเวลาในชั้นสำหรับการศึกษาความ
เป็นไปได้
สัปดาห์สาม
มิเชลล์เริ่มการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการเห็นภาพจำลอง
โดยให้นักศึกษาแสดงชิ้นส่วนของการออกแบบใหม่ที่พวกเขาต้องการทำ และเตรียมนำ
เสนอภาพแก่เพื่อนร่วมชั้นเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับพื้นที่ใหม่
นักศึกษามีความกระตือรือร้นในการแบ่งปันความคิด ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีในการ
อภิปรายถึงวิธีการทำให้ความคิดต่าง ๆ กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
มีนักศึกษาคนหนึ่งต้องการทำตามความคิดเรื่อง “ทางเข้าที่ใหญ่ ๆ “
อีกคนสนใจเรื่องการออกแบบภายนอกอาคาร และก็มีคนหนึ่งกล้าหาญพอที่จะ
อาสาออกแบบภายใน ขณะที่ส่วนใหญ่เลือกบางส่วนของการออกแบบภายใน เช่น
พื้นที่สำหรับใช้ 24 ชั่วโมง 7 วัน ห้องประชุม จุดบริการ ส่วนของ
คลังอ่าน ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ มุมกาแฟ
พอวันอังคารก็มีการแบ่งปันความคิดกับที่ปรึกษาห้องสมุดอาชีพซึ่งช่วยคิดเกี่ยวกับการไหลและความ
เสถียรของการออกแบบ
พวกเขาไปที่ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในวันพุธเพื่อศึกษาซอฟต์แวร์การทำต้นแบบสามมิติ
ในตอนท้ายชั่วโมงพวกเขาสามารถสร้างต้นแบบสำหรับองค์ประกอบเบื้องต้นของการออกแบบได้
สัปดาห์สี่
สัปดาห์สุดท้ายของการอุทิศให้แก่การออกแบบ
มิเชลล์ทำหน้าที่ช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ โดยการให้ข้อมูลมากขึ้นเมื่อจำเป็น (มิติของการออกแบบภาย
ในของอาคารที่มีอยู่ คำจำกัดความสำหรับศัพท์ทางห้องสมุด
การเสนอแนะทรัพยากรสำหรับประเด็นที่ศึกษาต่อเนื่อง)
แล้วนำกลุ่มมารวมกันเมื่อจำ
เป็นต้องตัดสินในภาพใหญ่ เธอสนับสนุนให้พวกเขาทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ
เพื่อแก้ปัญหายาก ๆ ดังในกรณีหนึ่งที่นักศึกษาซึ่งกำลังทำงานออกแบบ
มุมกาแฟพบว่ามีเพื่อนอีกสองคนกำลังทำงานออกแบบภายในและทางเข้าของอาคาร
จึงต้องมาอภิปรายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ในการวาง
ตำแหน่งมุมกาแฟ คนอื่น ๆ
เมื่อได้ยินการถกปัญหาก็เข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นและคำแนะนำ
จากนั้นกลุ่มก็เริ่มร่างแบบบนกระดานชอล์ก
ซึ่งการร่วมมือกันทำนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
นอกจากนั้นพวกเขายังตระหนักถึงการพึ่งพาซึ่งกันในโครงการ
และความเข้มแข็งของสมาชิกแต่ละคนในทีม เช่น
นักศึกษาที่ชำนาญในการใช้ซอฟต์แวร์การทำต้นแบบก็มาช่วยคนอื่น
ๆในการสร้างต้นแบบ คนที่
เก่งในเรื่องสีและพื้นผิวก็มาแบ่งปันการวิจัยกับคนอื่น
ไม่มีคนไหนรู้สึกอายที่จะเสนอข้อแนะ
นำแก่เพื่อนร่วมชั้นที่กำลังถกเถียงกับประเด็นของการ
ออกแบบกันอยู่ นอกจากนั้นยังพบว่ามีบางคนก้าวข้ามไปเกินกว่านั้น
โดยติดต่อกับผู้ดูแลการเพาะต้นกล้าเพื่อเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการใช้กระจก
กรองแสงสองเท่า (เพื่อกันความร้อนและคงความเย็นในแสงธรรมชาติ)
หรืออีกคนก็ติดต่อสถาปนิกเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการที่ดีที่สุดในการ
เชื่อมต่อส่วนเพิ่มเติมของห้องสมุดกับอาคารที่มีอยู่เดิม
จากการสังเกตปฏิสัมพันธ์และการฟังคำถามทำให้มิเชลล์พบว่านักศึกษาพอใจกับความ
จำเป็นที่ต้องเข้าใจถึงการทำงานของห้องสมุดเพื่อการออกแบบอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พวกเขาอภิปรายปรัชญาการสอนวิชาห้องสมุด และการที่จะมีผลต่อจุดบริการ
พิจารณาการวางชั้นที่จะมีผลต่อการกวาดตามอง โต้เถียงกันเรื่องข้อดี
ข้อเสียของแสงตามธรรมชาติ
และศึกษาถึงการออกแบบที่จะมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์และการร่วมมือกัน
กลุ่มที่เสนอ “ทางเข้าที่ใหญ่ ๆ”
ยังสะท้อนการยอมรับความสำคัญทางวัฒนธรรมและประชาคมของห้องสมุดอีกด้วย
กระบวนการให้ข้อเสนอแนะการออกแบบที่น่าประหลาดใจ
พวกเขาต้องการสวิตช์ไฟหรี่ในห้องศึกษาค้นคว้าเฉพาะบุคคลเพื่อปล่อยให้นักศึกษา
ควบคุมเรื่องจำนวนของแสง สำหรับส่วนใหญ่แล้ว
พวกเขาปฏิเสธคำกล่าวที่ว่าพื้นที่ศึกษาค้นคว้าแบบกลุ่มต้องการคอมพิวเตอร์
โดยแย้งว่าผู้คนอ่าน
หนังสือด้วยกันหรือถกเถียงกันในห้องเหล่านั้นโดยสามารถนำโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์เข้ามาได้หากต้องการ
การออกแบบท้ายสุดประกอบด้วยทางเข้าที่ทำจากพื้นหินอ่อน
หน้าต่างจากพื้นจรดเพดาน เคานเตอร์รวมบริการยืม-คืน/สำรอง/ยืมระหว่างห้องสมุด
พร้อมแยกโต๊ะตอบคำถามรูปทรงแบบไต ห้องอ่านหนังสือ (ห้องที่อุ่นมีเตาผิง
ส่วนห้องที่เย็นมีตู้ปลา) ห้องเรียนที่มีขนาดสองเท่าเช่นเดียวกับห้อง
ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และพื้นที่ศึกษาค้นคว้า 24 ชั่วโมง/ 7 วัน
ที่สมาชิกในชั้นเรียนแย้งว่าเล็กเกินไปที่จะจัดการความต้องการพื้นที่ประเภทนี้ได้
ไม่ว่าความเห็นของพวกเขาจะนำมาสู่การออกแบบท้ายสุด
ปฏิกิริยาของนักศึกษาต่อโครงการก็เป็นในทางบวก
นักศึกษาแสดงความชื่นชมสำหรับการทำงานเป็นทีมพร้อมไปกับทักษะการแก้ปัญหาและประนีประนอม
“มันยากที่จะทำให้ส่วนต่างๆ ของห้องสมุด
ที่เรากำลังทำงานไหลไปด้วยกันได้
มันใช้เวลาอย่างมากในการร่วมมือกันและนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ “ “เราต่างมีวิสัยทัศน์ของตัวเองเกี่ยวกับส่วนต่างๆ
ของทางเข้าและแบ่งปันกันน้อย” “นักศึกษาเปลี่ยนแปลงมุมมองด้านห้องสมุด” “ในอนาคตเราต้องการให้ห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเนื่องจาก
มันเป็นที่จะได้รับความรู้และผ่อนคลาย” “ผมได้ภาพใหม่ถึงหน้าที่และจุดมุ่งหมายของห้องสมุด”
นักศึกษารายงานตนเองว่าเป็นผู้ไม่ได้ใช้ห้องสมุดและไม่ได้รวบรวมบรรณานุกรม
อย่างไรก็ตาม นักศึกษานำจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์มา
สู่โครงการนี้ สามารถมองเห็นห้องสมุดด้วยนัยน์ตาที่กระจ่าง
และมองเห็นเฉพาะความเป็นไปได้และศักยภาพที่ถูกกดด้วยงบประมาณที่จำกัด
ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าพวกเขานำชีวิตมาสู่ภาพของห้องสมุดของพวกเขาเอง
พิมล เมฆสวัสดิ์ แปลและเรียบเรียง
จาก
Michelle Twait (2009, January). If They Build, They Will Come: A
Student-Designed Library. C&RL News. 70(1) Retrieved March 14, 2009 from
http://www.ala.org/ala/mgrps/divs/acrl/publications/crlnews/2009/jan/iftheybuildit.
|
|