LIBRARIANMAGAZINE.COM

 

 VOL. 2 NO 3 APRIL 2009

 

         
 

นิตยสารบรรณารักษ์ ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๓ 
เมษายน ๒๕๕๒
|กลับหน้าสารบัญ
เรื่องแปล : หากนักศึกษาออกแบบห้องสมุดได้ เขาก็อยากจะมาใช้เองนั่นแหละ
โดย พิมล เมฆสวัสดิ์
 
 

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2007 ขณะที่มิเชลล์ ทเวท (Michelle Twait) เตรียมหัวข้อ “ห้องสมุดเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า” (Library as Place) สำหรับ
การทำรายงานในเดือนมกราคม โดยต้องการให้นักศึกษามีบทบาทในบรรยากาศทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสังคมของห้องสมุด รวมทั้งคิดถึง
เรื่องพื้นที่และรูปทรงของสถานที่ด้วย นอกจากนั้นยังอาจนึกไปถึงบทบาทของห้องสมุดในฐานะที่เป็น “ที่แห่งที่สาม” ซึ่งไม่ใช่ที่บ้านหรือที่ทำงานและห้องสมุดในฐานะที่เป็นศูนย์การเรียนรู้

การวางแผนรายวิชา
ในการเตรียมรายวิชา เธอรวบรวมข้อมูลด้านการออกแบบห้องสมุด อาคารสีเขียว และความสามารถในการเข้าถึง รวมทั้งการกำหนดสถาปนิก
ที่ปรึกษาในการออกแบบห้องสมุด ผู้ดูแลกายภาพต้นไม้ของวิทยาลัย นักเอกสารสนเทศ วิทยาลัย และทีมงานห้องสมุดในฐานะที่เป็นผู้บรรยาย
รับเชิญ และการวางแผนสำหรับการเยี่ยมชมห้องสมุดใกล้เคียงด้วย เมื่อเปิดลงทะเบียนเรียน มีนักศึกษา 10 คน ที่ไม่ได้อยู่ในสาขาวิชาศิลปะเท่านั้น
ที่มาลงเรียน แต่มีจำนวนหนึ่งอยู่ในสาขาวิชาธุรกิจ ชีววิทยา วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นนิสิตชั้นปีที่สอง นอกนั้นเป็นชั้นปีที่
หนึ่งและปีที่สามอย่างละ 2 คน

ในวันแรกของการเรียน เขาตั้งคำถามถึงเหตุผลในการเรียนวิชานี้ของนักศึกษา ซึ่งพบคำตอบว่า “ดิฉันอยากรู้วิธีการใช้ห้องสมุดอย่างมีประสิทธิภาพ”
“ผมไม่เคยรู้สึกเพลิดเพลินกับการใช้เวลาในห้องสมุดเลยจึงคิดว่าเมื่อมาเรียนวิชานี้ก็อาจทำให้ยอมรับว่าห้องสมุดเป็นที่ สำหรับการทำงานในชีวิตได้”
 “ห้องสมุดเยี่ยม” (ในภายหลังพบว่าพวกเขาส่วนใหญ่รู้จักกัน ที่จริงแล้วมี 2 คู่ที่เป็นเพื่อนร่วมห้องกันและกำลังจีบกันอยู่ ซึ่งเขาเดาว่าอาจเป็นปัจจัย
สำคัญในการตัดสินลงเรียนวิชานี้ก็ได้)

จากนั้นก็เป็นการเริ่มอภิปรายจุดมุ่งหมายและหน้าที่ของห้องสมุด และการเปลี่ยนแปลงตลอด เวลาของห้องสมุด มีการพูดถึงว่าใครคือผู้ใช้ห้องสมุด
ใช้อย่างไร และวิธีการใช้ที่เปลี่ยนไปตามภาคการศึกษาหรือความต้องการ ในช่วงสัปดาห์แรกพวกเขาอ่านบทความ “ห้องสมุดเป็นแหล่งศึกษา
ค้นคว้า”และพิจารณาตัวอย่างของการออกแบบห้องสมุดใหม่ การเยี่ยมชมห้องสมุดรวมทั้งส่วนทำงานของบุคลากร

สัปดาห์แรก
งานมอบหมายชิ้นแรกคือให้นักศึกษาทำแบบร่างมุมโปรดของพื้นที่ศึกษาค้นคว้าของพวกเขา ที่ได้มาจึงมีห้องในหอพัก บริเวณที่นั่งในวิทยาลัย ห้อง
นั่งเล่นของที่บ้าน และไม่มีใครวาดพื้นที่ในห้องสมุดเลยสักคนเดียว จึงพบว่านักศึกษากลุ่มนี้ไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องสมุด และไม่คำนึงว่าต้อง
ไปศึกษาค้นคว้าที่นั่นด้วยซ้ำไป ก็จึงต้องเปลี่ยนใหม่ ด้วยคำถามว่า “ทำไมถึงไม่ไปใช้ห้องสมุดกัน” จึงได้คำตอบมาเป็นพรวนว่า “ผนังทาสีขาวไข่ไก่
แบบมหาวิทยาลัย” ใช้แสงแสบตา” “มีแต่อิฐดำไปเสียทุกที่” คราวนี้ก็มาดูกันว่าแล้วพวกเขาต้องการอะไรกันบ้าง ซึ่งเริ่มด้วย การจัดแสงตาม
ธรรมชาติ ห้องกาแฟ ห้องนั่งอ่านแบบเดิม พื้นที่ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง 7 วัน ห้องประชุม โคมไฟเฉพาะตรงที่นั่งอ่านเดี่ยว เก้าอี้โซฟาที่ยาวกว่า ห้อง
ศึกษาค้นคว้าเดี่ยวมากขึ้น และทางเข้าขนาดใหญ่ พวกเขาพูดถึง “การให้แสงทางอ้อมที่ละมุนมากขึ้น” “สีเย็นตา” “ความสบาย” “ห้องที่บันดาลใจ”
และ “พื้นที่เชิญชวน”

สัปดาห์สอง
เริ่มให้อ่านหนังสือหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่การเรียนระดับอุดมศึกษา รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น โดยให้ข้อมูลจากการประชุมกลุ่ม
(focus group) ของห้องสมุด และผลจากการศึกษาการตลาด

นอกจากนั้นกลุ่มคณะกรรมการพื้นที่ของห้องสมุดซึ่งรับผิดชอบเรื่องการประเมินผลการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยการศึกษาความต้องการพื้นที่ได้แวะ
เยี่ยมห้องเรียนและแบ่งปันความคิดเห็น วันต่อมาพวกเขาต้องการเรียนรู้จากร้านหนังสือและมุมกาแฟ
จากนั้นผู้ดูแลกายภาพต้นไม้ของวิทยาลัยมาให้ข้อมูลพิมพ์เขียว และช่วยทำให้นักศึกษาเข้าใจว่าการขยายห้องสมุดมีผลกระทบต่อการจราจรใน
วิทยาลัยอย่างไร และให้นักศึกษาเสนอแนะทางเดินลอยฟ้าระหว่างส่วนขยายและอาคารวิชาการใหม่ หลังสัปดาห์นั้นพวกเขาจึงเยี่ยมชมห้องสมุด
วิชาการที่อยู่ใกล้เคียง และร่วมเข้าในโปรแกรมการใช้ห้องสมุด และในวันศุกร์ของสัปดาห์นั้น สถาปนิกสองคนนำการอภิปราย “การอบรมเชิงปฏิบัติ
การเรื่องการเห็นภาพ” ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ใช้ตอบสนองต่อภาพต่าง ๆ ที่นำเสนอโดยสถาปนิก และให้แสดงความพึงพอใจออกมา สถาปนิกยังช่วยนัก
ศึกษาคิดเกี่ยวกับวิธีการต่าง ๆ ในการนำเสนอความคิดเรื่องการออกแบบด้วย

สถาปนิกให้ชื่อซอฟต์แวร์การทำต้นแบบสามมิติที่ไม่เสียเงินแก่นักศึกษา แต่แนะว่าไม่ให้พวกเขายึดติดกับต้นแบบกระดานชอล์กหรือบล็อกที่เชื่อม
ติดกันได้เท่านั้น หลังจบการบรรยายมีนักศึกษาสองสามคนต้องการซอฟต์แวร์นี้ซึ่งมีหลายคนเห็นด้วย จึงเสนอช่วงเวลาในชั้นสำหรับการศึกษาความ
เป็นไปได้

สัปดาห์สาม
มิเชลล์เริ่มการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการเห็นภาพจำลอง โดยให้นักศึกษาแสดงชิ้นส่วนของการออกแบบใหม่ที่พวกเขาต้องการทำ และเตรียมนำ
เสนอภาพแก่เพื่อนร่วมชั้นเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับพื้นที่ใหม่ นักศึกษามีความกระตือรือร้นในการแบ่งปันความคิด ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีในการ
อภิปรายถึงวิธีการทำให้ความคิดต่าง ๆ กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน

มีนักศึกษาคนหนึ่งต้องการทำตามความคิดเรื่อง “ทางเข้าที่ใหญ่ ๆ “ อีกคนสนใจเรื่องการออกแบบภายนอกอาคาร และก็มีคนหนึ่งกล้าหาญพอที่จะ
อาสาออกแบบภายใน ขณะที่ส่วนใหญ่เลือกบางส่วนของการออกแบบภายใน เช่น พื้นที่สำหรับใช้ 24 ชั่วโมง 7 วัน ห้องประชุม จุดบริการ ส่วนของ
คลังอ่าน ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ มุมกาแฟ พอวันอังคารก็มีการแบ่งปันความคิดกับที่ปรึกษาห้องสมุดอาชีพซึ่งช่วยคิดเกี่ยวกับการไหลและความ
เสถียรของการออกแบบ พวกเขาไปที่ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในวันพุธเพื่อศึกษาซอฟต์แวร์การทำต้นแบบสามมิติ
ในตอนท้ายชั่วโมงพวกเขาสามารถสร้างต้นแบบสำหรับองค์ประกอบเบื้องต้นของการออกแบบได้

สัปดาห์สี่

สัปดาห์สุดท้ายของการอุทิศให้แก่การออกแบบ มิเชลล์ทำหน้าที่ช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ โดยการให้ข้อมูลมากขึ้นเมื่อจำเป็น (มิติของการออกแบบภาย
ในของอาคารที่มีอยู่ คำจำกัดความสำหรับศัพท์ทางห้องสมุด การเสนอแนะทรัพยากรสำหรับประเด็นที่ศึกษาต่อเนื่อง) แล้วนำกลุ่มมารวมกันเมื่อจำ
เป็นต้องตัดสินในภาพใหญ่ เธอสนับสนุนให้พวกเขาทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ เพื่อแก้ปัญหายาก ๆ ดังในกรณีหนึ่งที่นักศึกษาซึ่งกำลังทำงานออกแบบ
มุมกาแฟพบว่ามีเพื่อนอีกสองคนกำลังทำงานออกแบบภายในและทางเข้าของอาคาร จึงต้องมาอภิปรายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ในการวาง
ตำแหน่งมุมกาแฟ คนอื่น ๆ เมื่อได้ยินการถกปัญหาก็เข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นและคำแนะนำ

จากนั้นกลุ่มก็เริ่มร่างแบบบนกระดานชอล์ก ซึ่งการร่วมมือกันทำนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ นอกจากนั้นพวกเขายังตระหนักถึงการพึ่งพาซึ่งกันในโครงการ
และความเข้มแข็งของสมาชิกแต่ละคนในทีม เช่น นักศึกษาที่ชำนาญในการใช้ซอฟต์แวร์การทำต้นแบบก็มาช่วยคนอื่น ๆในการสร้างต้นแบบ คนที่
เก่งในเรื่องสีและพื้นผิวก็มาแบ่งปันการวิจัยกับคนอื่น ไม่มีคนไหนรู้สึกอายที่จะเสนอข้อแนะ นำแก่เพื่อนร่วมชั้นที่กำลังถกเถียงกับประเด็นของการ
ออกแบบกันอยู่ นอกจากนั้นยังพบว่ามีบางคนก้าวข้ามไปเกินกว่านั้น โดยติดต่อกับผู้ดูแลการเพาะต้นกล้าเพื่อเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการใช้กระจก
กรองแสงสองเท่า (เพื่อกันความร้อนและคงความเย็นในแสงธรรมชาติ) หรืออีกคนก็ติดต่อสถาปนิกเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการที่ดีที่สุดในการ
เชื่อมต่อส่วนเพิ่มเติมของห้องสมุดกับอาคารที่มีอยู่เดิม จากการสังเกตปฏิสัมพันธ์และการฟังคำถามทำให้มิเชลล์พบว่านักศึกษาพอใจกับความ
จำเป็นที่ต้องเข้าใจถึงการทำงานของห้องสมุดเพื่อการออกแบบอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พวกเขาอภิปรายปรัชญาการสอนวิชาห้องสมุด และการที่จะมีผลต่อจุดบริการ พิจารณาการวางชั้นที่จะมีผลต่อการกวาดตามอง โต้เถียงกันเรื่องข้อดี
ข้อเสียของแสงตามธรรมชาติ และศึกษาถึงการออกแบบที่จะมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์และการร่วมมือกัน กลุ่มที่เสนอ “ทางเข้าที่ใหญ่ ๆ”
ยังสะท้อนการยอมรับความสำคัญทางวัฒนธรรมและประชาคมของห้องสมุดอีกด้วย

กระบวนการให้ข้อเสนอแนะการออกแบบที่น่าประหลาดใจ พวกเขาต้องการสวิตช์ไฟหรี่ในห้องศึกษาค้นคว้าเฉพาะบุคคลเพื่อปล่อยให้นักศึกษา
ควบคุมเรื่องจำนวนของแสง สำหรับส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาปฏิเสธคำกล่าวที่ว่าพื้นที่ศึกษาค้นคว้าแบบกลุ่มต้องการคอมพิวเตอร์ โดยแย้งว่าผู้คนอ่าน
หนังสือด้วยกันหรือถกเถียงกันในห้องเหล่านั้นโดยสามารถนำโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์เข้ามาได้หากต้องการ

การออกแบบท้ายสุดประกอบด้วยทางเข้าที่ทำจากพื้นหินอ่อน หน้าต่างจากพื้นจรดเพดาน เคานเตอร์รวมบริการยืม-คืน/สำรอง/ยืมระหว่างห้องสมุด
พร้อมแยกโต๊ะตอบคำถามรูปทรงแบบไต ห้องอ่านหนังสือ (ห้องที่อุ่นมีเตาผิง ส่วนห้องที่เย็นมีตู้ปลา) ห้องเรียนที่มีขนาดสองเท่าเช่นเดียวกับห้อง
ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และพื้นที่ศึกษาค้นคว้า 24 ชั่วโมง/ 7 วัน ที่สมาชิกในชั้นเรียนแย้งว่าเล็กเกินไปที่จะจัดการความต้องการพื้นที่ประเภทนี้ได้
ไม่ว่าความเห็นของพวกเขาจะนำมาสู่การออกแบบท้ายสุด ปฏิกิริยาของนักศึกษาต่อโครงการก็เป็นในทางบวก

นักศึกษาแสดงความชื่นชมสำหรับการทำงานเป็นทีมพร้อมไปกับทักษะการแก้ปัญหาและประนีประนอม “มันยากที่จะทำให้ส่วนต่างๆ ของห้องสมุด
ที่เรากำลังทำงานไหลไปด้วยกันได้ มันใช้เวลาอย่างมากในการร่วมมือกันและนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ “ “เราต่างมีวิสัยทัศน์ของตัวเองเกี่ยวกับส่วนต่างๆ
ของทางเข้าและแบ่งปันกันน้อย” “นักศึกษาเปลี่ยนแปลงมุมมองด้านห้องสมุด” “ในอนาคตเราต้องการให้ห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเนื่องจาก
มันเป็นที่จะได้รับความรู้และผ่อนคลาย” “ผมได้ภาพใหม่ถึงหน้าที่และจุดมุ่งหมายของห้องสมุด”


นักศึกษารายงานตนเองว่าเป็นผู้ไม่ได้ใช้ห้องสมุดและไม่ได้รวบรวมบรรณานุกรม อย่างไรก็ตาม นักศึกษานำจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์มา
สู่โครงการนี้ สามารถมองเห็นห้องสมุดด้วยนัยน์ตาที่กระจ่าง และมองเห็นเฉพาะความเป็นไปได้และศักยภาพที่ถูกกดด้วยงบประมาณที่จำกัด
ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าพวกเขานำชีวิตมาสู่ภาพของห้องสมุดของพวกเขาเอง


พิมล เมฆสวัสดิ์ แปลและเรียบเรียง จาก
Michelle Twait (2009, January). If They Build, They Will Come: A Student-Designed Library. C&RL News. 70(1) Retrieved March 14, 2009 from http://www.ala.org/ala/mgrps/divs/acrl/publications/crlnews/2009/jan/iftheybuildit.
 

 


 

 


 

© Copyright LIBRARIANMAGAZINE.COM  All Rights Reserved.