|
|

Pay
it Forward
เขียนโดย Caterine Ryan Hyde
แปลเป็นภาษาไทยโดย รัตนดิษฐ์ ในชื่อ
ร้อยรักให้โลกรื่นรมย์
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์บุ๊คส์ |
เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อฉันเดินเข้าร้านหนังสือก่อนวันหยุดยาวหลายวันในเดือนที่ร้อนที่สุดของประเทศไทย
เพื่อหาซื้อหนังสือไว้อ่าน
แก้เหงาเพราะไม่มีโปรแกรมจะไปเที่ยวที่ไหน
และเกิดสะดุดตากับหนังสือแปลเล่มหนึ่งที่ปกเป็นสีฟ้าสดใส
สีโปรดของฉันรองจาก
สีม่วงและสีเขียว
“Pay it Forward” Catherine Ryan Hyde เขียน
รัตนดิษฐ์ แปล บนปกเขียนไว้อย่างนั้น
ฉันหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านข้อความที่โปรยไว้บนปกหลัง
“ถ้าคุณตั้งต้นจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง ...
ยกตัวอย่างเช่น โลกใบนี้
คุณคิดว่า คุณจะเริ่มมันยังไงดี
ฟังดูยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับคนตัวเล็ก ๆ
อย่างพวกเราหรือเปล่า ฝันเฟื่อง เพ้อเจ้อ
เป็นไปไม่ได้ คำ
พวกนี้อาจผุดขึ้นมาในหัวของคุณใช่ไหม ...
แต่จะมีอะไรเป็นไปได้ หากเรายังไม่ยอมเริ่ม”
โอ้โห! เปลี่ยนแปลงโลกเลยเหรอ
ขนาดตัวเองยังเปลี่ยนยากเลย
แล้วฉันก็ซื้อหนังสือเล่มนั้นกลับมาอ่าน
เรื่องมันมีอยู่ว่า
ครูคนหนึ่งให้การบ้านนักเรียนด้วยประโยค ๆ
หนึ่ง “คิดหาแนวทางเปลี่ยนโลก
แล้วนำไปปฏิบัติ” จะมีครูคนไหน
ให้การบ้านเด็กได้ยากกว่านี้อีกไหมนี่?
แม้จะเป็นการบ้านแบบไม่บังคับทำ
แต่ให้เป็นคะแนนสะสมพิเศษก็ตาม
แล้วเรื่องทั้งหมดก็เกิดขึ้น
เมื่อเด็กชายอายุสิบสองปีคนหนึ่งตัดสินใจทำการบ้านชิ้นพิเศษนี้ส่งครู
เขาคิดโครงงานขึ้นมาโครงงาน
หนึ่ง ชื่อว่า “การส่งต่อความดี”
เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้เป็นที่ที่เหมาะสมสำหรับทุกคน
“การส่งต่อความดี” ทำอย่างไรหรือ?
เด็กคนนี้คิดทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าคิดมาก่อน
เริ่มที่ตัวเขาทำความดีด้วยการช่วยเหลือ
คนที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อนจำนวนสามคน
โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า
ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือแต่ละ
คนจะต้องไปช่วยผู้อื่นต่ออีกสามคน
ก็จะได้ผู้ทำความดีเพิ่มขึ้นมาเป็นเก้าคน
ยี่สิบเจ็ดคน แปดสิบเอ็ดคน
แล้วมันก็จะเริ่มกระจาย
ออกไปเป็นวงกว้าง สองร้อยยี่สิบสาม
เจ็ดร้อยยี่สิบเก้า สองพันหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ด
และภายในเวลาไม่กี่เดือน จำนวนการส่งต่อ
ความดีก็จะมีมากกว่าประชากรบนโลกนี้
น่าประทับใจใช่ไหม กับความคิดของเด็กคนหนึ่ง
ที่คิดว่า ผู้คนจะสามารถ “ส่งต่อความดี”
กันได้ง่าย ๆ แบบนั้น อาจเป็นเพราะว่า
เขายังเด็กมากจึงมองโลกในแง่ดี
และอ่อนประสบการณ์จนไม่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้
เพราะความคิดนี้ต้องการคนที่มีสัจจะและความ
ตั้งมั่นของตนเอง
ในขณะที่ความเป็นจริงของสังคมก็คือ
คนบางคนเป็นผู้รับฝ่ายเดียวโดยไม่คิดจะเป็นผู้ให้
คนบางคนอาจจะรับ
ปากแต่ไม่คิดจะทำ
คนบางคนมีแต่ความตั้งใจที่จะทำแต่ไม่เคยลงมือทำให้เกิดผลขึ้นมา
เด็กคนนี้ไม่รู้อย่างเรา ๆ ที่เป็นผู้ใหญ่รู้
เขาจึงลงมือทำเท่าที่กำลังความสามารถของเด็กคนหนึ่งจะทำได้
ด้วยการนำเงินเก็บจาก
การรับจ้างเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์มอบให้คนจรจัดที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเพื่อใช้เป็นเงินสำหรับการเริ่มต้นตั้งตัว
และใช้เวลาวัน
หยุดสุดสัปดาห์วันแล้ววันเล่าฟื้นฟูสวนหน้าบ้านให้หญิงชราเจ็บป่วยที่อยู่คนเดียว
ซึ่งสวนนี้มีความสำคัญต่อจิตใจของเธอมาก
แต่เธอไม่เงินจะจ้างคนมาดูแลมัน
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ
ชายจรจัดคนนั้นกลับไปติดยาและทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนต้องติดคุก
หญิงชราตายหลังจากที่ได้ชื่นชมสวนสวย
เพียงไม่กี่วัน
เด็กชายคิดว่าโครงงานของเขาล้มเหลวแล้ว
เพราะไม่คิดว่าผู้ที่เขาได้ช่วยเหลือจะสามารถส่งต่อความดีไปให้ผู้อื่นได้
หรือได้ทัน
แต่เด็กชายคิดผิด และเราก็คิดผิด
สิ่งที่เด็กชายทำเปรียบเสมือนการเพาะเมล็ดพันธุ์
และเมล็ดพันธุ์นั้นได้เจริญงอกงามขึ้นมาในใจของผู้คนที่เป็นผู้รับความช่วยเหลือมากน้อยต่างกันไปตามพื้นฐานจิตใจของแต่ละคน
และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ... ผู้หญิงคนหนึ่ง
เปลี่ยนใจไม่คิดฆ่าตัวตายจากความช่วยเหลือของชายจรจัด
ชายอันธพาลคนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือจากคนไม่รู้จัก
คดี
อาชญากรรมลดลงเพราะการส่งต่อความดีของชายอันธพาลแพร่กระจายเข้าไปในแวดวงอาชญากรจนตำรวจรู้สึกได้ถึงความผิด
ปกติ มีคนให้เงินบริจาคทาน มีคนช่วยชีวิตกัน
โดยไม่รู้ว่าคนที่ช่วยเหลือตัวเองเป็นใครมาจากไหน
... การกระทำความดีจากการ
เริ่มต้นของเด็กชายก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวเพื่อ
“ส่งต่อความดี”
เป็นลูกโซ่ข้ามเมืองไปหลายต่อหลายเมือง
โลกเริ่มเปลี่ยน
แปลงแบบแผนจากที่มันเคยเป็นมาแล้ว
แต่ ... แต่เรื่องมันจบลงอย่างนี้
เด็กชายเสียชีวิตลงในการพยายามช่วยเหลือผู้อื่นคนที่สามซึ่งเป็นคนสุดท้ายในส่วนของเขา
การ
ตายของเด็กชาย
ทิ้งคำถามไว้ให้ผู้อ่านดังที่ครูของเขาพูดกับฝูงชนที่มาร่วมไว้อาลัยให้เขาว่า
“ศรัทธาในใจของเราสั่นคลอนหรือ
เราเริ่มไม่แน่ใจขึ้นมาแล้วใช่ไหม
การทำให้โลกนี้ดีขึ้นจะเป็นไปได้หรือเปล่า?”
สำหรับฉัน ไม่ว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร
เด็กชายได้ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า
“การส่งต่อความดี”
เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้
ดีขึ้นไม่ต้องใช้อะไรมากมายเลย
เพียงแต่ใช้องค์ประกอบที่ธรรมดาที่สุด นั่นคือ
“ความตั้งใจ” และ “การลงมือทำ”
สำหรับคุณ โลกใบนี้เป็นโลกของคุณ
ดังนั้นคุณเองจึงต้องเป็นคนตัดสิน
คุณเองที่ต้องเป็นคนตอบว่า “คุณจะทำไหม?”
|